Sunday, October 22, 2006

งาน แต่ละประเภท

สำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการมีรายได้ สำหรับลูกจ้างและคนทำธุรกิจส่วนตัว ที่ต้องการก้าวไปเป็นเจ้าของกิจการหรือนักลงทุน และสำหรับทุกคนที่ต้องการมากกว่า "ความมั่นคงของงาน" นั่นคือ "ความมั่นคงทางการเงิน" นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ปูลาดด้วยกลีบกุหลาบ แต่มั่นใจได้ว่าจุดหมายปลายทางนั้น คุ้มค่าแก่ความพยายามยิ่งนัก เพราะสุดทางเส้นนี้คือ "อิสรภาพทางการเงิน"

เราทุกคนมีรายได้มาจากงาน 4 ประเภทคือ ลูกจ้าง คนทำธุรกิจส่วนตัว เจ้าของกิจการ และนักลงทุน เราทุกคนยืนอยู่บนด้านใดด้านหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่ารายได้ของคุณมาจากทางใด หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน คุณคือลูกจ้างและอยู่ด้านซ้าย อีกกลุ่มที่อยู่ด้านเดียวกันกับลูกจ้างคือพวกประกอบธุรกิจส่วนตัว ส่วนด้านขวาคือผู้ที่มีรายได้จากกิจการที่ตนเองเป็นเจ้าของและนักลงทุน

มีนิทานเรื่องหนึ่งที่สอนให้เข้าใจความแตกต่างระหว่างคน 4 กลุ่มนี้ได้อย่างชัดเจน เรื่องราวของนิทานเป็นดังนี้คือ

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่ แต่น่าเสียดายที่มีปัญหาอยู่ว่า หมู่บ้านจะขาดน้ำถ้าหากฝนไม่ตก เพื่อแก้ปัญหานี้ กรรมการหมู่บ้านจึงประกาศหาคนรับจ้างขนส่งน้ำมาให้คนในหมู่บ้านใช้ ชายหนุ่มสองคนเสนอตัวรับทำงานนี้ กรรมการหมู่บ้านตกลงทำสัญญากับชายทั้งสอง โดยหวังว่าเขาทั้งสองคนจะได้แข่งขันกันทำงาน และรักษาราคาให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ทันทีที่ได้รับการว่าจ้าง เอ็ด...ชายคนแรกรีบวิ่งไปซื้อกระป๋องตักน้ำมา 2 ใบ แล้วเริ่มตักน้ำจากลำธารมาใส่ถังคอนกรีตให้คนในหมู่บ้านไว้ใช้ในทันที ทุก ๆ เช้าเขาจะรีบตื่นก่อนคนอื่น ๆ เพื่อดูแลให้มีน้ำในถังเพียงพอสำหรับทุกคน แม้งานจะหนักแต่เอ็ดก็มีความสุข เพราะมีเพียงเขาและชายอีกคนหนึ่งเท่านั้นที่ได้งานนี้

ชายคนที่สอง บิล...หายตัวไปเป็นเดือน ซึ่งทำให้เอ็ดดีใจมากเพราะไม่ต้องแบ่งงานให้ใคร และได้รับรายได้เต็ม ๆ เพียงลำพัง

แทนที่จะรีบวิ่งไปซื้อถังน้ำ บิลเตรียมเขียนแผนธุรกิจ จัดตั้งบริษัท หาผู้ร่วมทุน จ้างผู้จัดการ และกลับมาพร้อมทีมงานก่อสร้างในหกเดือนต่อมา เขาใช้เวลาหนึ่งปีในการสร้างท่อน้ำสแตนเลสขนาดใหญ่ เชื่อมต่อระหว่างลำธารเข้ามาในหมู่บ้าน ในงานวันเปิดท่อขนส่งน้ำ บิลประกาศว่าน้ำของเขาสะอาดกว่าน้ำของเอ็ด เพราะบิลรู้ว่ามีคนบ่นเรื่องคุณภาพน้ำที่เอ็ดขนมาเสมอ ๆ นอกจากนี้บิลยังแจ้งว่า เขาสามารถทำให้ทุกคนมีน้ำใช้ตลอด 24 ชั่วโมงและตลอด 7 วันต่อสัปดาห์อีกด้วย ขณะที่เอ็ดส่งน้ำให้หมู่บ้านได้เฉพาะวันทำการ เพราะเขาหยุดทำงานวันเสาร์และอาทิตย์ สุดท้าย บิลประกาศว่าเขาจะเก็บค่าน้ำถูกกว่าเอ็ดร้อยละ 75 โดยที่ทุกคนจะได้น้ำคุณภาพดีกว่า สิ้นเสียงของบิล ทุกคนปรี่กันเข้าไปที่ก๊อกน้ำจากท่อที่บิลสร้าง

เอ็ดไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เขาพยายามที่จะแข่งขันกับบิลด้วยการลดราคาลงร้อยละ 75 เหมือนกัน ซื้อถังน้ำเพิ่มอีกสองถังพร้อมฝาปิด และใช้วิธีลากทีละสี่ถังในแต่ละเที่ยว ทั้งยังจ้างลูกชายสองคนมาช่วยขนน้ำรอบกลางคืนและช่วงวันหยุดอีกด้วย เมื่อเด็กทั้งสองโตขึ้นและถึงเวลาจากบ้านเพื่อไปเรียนต่อ เอ็ดบอกลูกทั้งสองว่า "จงรีบกลับมา เพราะวันหนึ่งธุรกิจนี้จะตกเป็นของเจ้า" แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใด จนแล้วจนรอด ลูกชายทั้งสองของเอ็ดก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลย

ขณะเดียวกัน บิลมีความคิดว่าถ้าหมู่บ้านนี้ต้องการน้ำ หมู่บ้านอื่นก็คงขาดน้ำและต้องการระบบน้ำของเขาเหมือนกัน บิลจึงปรับปรุงแผนธุรกิจเพื่อนำน้ำที่มากด้วยคุณภาพ ปริมาณ สะอาด แต่ราคาย่อมเยาไปเสนอให้แก่หมู่บ้านอื่น เขาคิดเงินแค่ถังละเพนนีเดียว แต่บิลสามารถส่งน้ำเป็นพัน ๆ ล้านถังต่อวัน น้ำไหลจากลำธารสู่แต่ละครัวเรือนทุกวี่ทุกวันโดยที่บิลไม่ต้องไปทำงานเลย ตลอดเวลาที่น้ำไหลเข้าบ้านของคนในหมู่บ้าน เงินก็ไหลเข้าบัญชีของเขาอย่างสม่ำเสมอ

บิลใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหลังจากสร้างระบบเสร็จ ขณะที่เอ็ดต้องทำงานหนักไปตลอดชีวิต พร้อมกับปัญหาการเงินที่อยู่คู่กับเขาจนวาระสุดท้าย เรื่องก็จบลงเพียงแค่นี้

หากคุณกำลังดิ้นรนเพราะขัดสนเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ หากคุณต้องการควบคุมสถานะทางการเงินของตัวเอง ต้องการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปสู่การมีอิสรภาพทางการเงิน โปรดนึกถึงเรื่องของเอ็ดและบิลอยู่เสมอ นิทานเรื่องนี้จะช่วยในการตัดสินใจของคุณเสียใหม่ ดังนั้น จงหมั่นเตือนสติและถามตัวเองอยู่เสมอว่า

"เรากำลังลากถังน้ำหรือสร้างท่อน้ำ"
"เรากำลังทำงานอย่างหนักหรืออย่างฉลาด"

หวังว่าคุณคงได้คำตอบจากนิทานเรื่องนี้แล้ว จำไว้ว่าคำตอบนี้สามารถช่วยให้คุณเปลี่ยนแปลง และนำชีวิตของคุณไปสู่การมีอิสรภาพทางการเงินได้จริง ๆ ขอเพียงแต่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและแนวคิดของตนเอง

เนื้อหาจากนิทานเรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่กำลังเบื่อกับการ "ลากถัง" และพร้อมที่จะ "สร้างท่อ" เพื่อส่งเงินเข้ากระเป๋า ไม่ใช่ออกจากกระเป๋า

Sunday, October 08, 2006

Team Tiger

ในทุกองค์การพอเห็นคนมีความรู้ก็มักจะพอใจซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่การที่คนจะทำงานได้ดียังมีองค์ประกอบอื่นๆอีกหลายอย่าง เพียงคำว่า บุคลากรต้องมี ความสมารถ คำเดียว ก็หมายถึง บุคลากรนั้นต้องมี ความรู้ + ทักษะ (ความชำนาญ) อีกด้วย ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า “ทำอย่างไรจึงจะรู้ได้ว่าบุคคลนั้นมีทักษะหรือความชำนาญในงานนั้นๆหรือไม่” ? ถ้ามีการสอบภาคปฏิบัติด้วยก็จะรู้ได้ทันที แต่ถ้าสอบสัมภาษณ์อย่างเดียวก็ยากหน่อย “คงได้แต่เพียงถามให้แสดงวิธีการปฏิบัติงานให้ดู” คือถ้ารู้วิธีการใช้เครื่องมือ รู้วิธีการรักษาความปลอดภัย รู้วิธีการประหยัดเวลาและทรัพยากร รู้วิธีการทำงาน ก็คงพอจะอนุโลมได้ว่า “น่าจะมีทักษะในเรื่องนั้นๆ” เพราะคนมักจะทำงานตามความคิด หรือภูมิปัญญา ของตน แต่ถึงกระนั้น ลำพัง “ความสามารถ”นี้ คนยังไม่ทำงานดอกนะ พฤติกรรมการทำงานของคนต้องอาศัย “แรงจูงใจ” ด้วย แรงจูงใจ ได้มาจาก เจตนคติ + บรรยากาศ คือ คนๆนั้นต้องมีเจตนคติที่ดีในการทำงาน เห็นงานเป็นสิ่งดีและท้าทายให้อยากทำ ส่วนบรรยากาศ (Situation) คือสภาพขององค์กร สัมพันธภาพของบุคลากรในองค์กร ความน่าอยู่น่าทำงาน เครื่องมือต่างๆ พูดง่ายๆ หมายถึง ระบบต่างๆ สิ่งแวดล้อมด้านกายภาพ ด้านพฤติกรรมขององค์กร ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ มันสะอาด เป็นระบบระเบียบ สะดวก ปลอดภัย และชวนให้มีใจที่จะทำงาน ฯลฯ ถ้าความตั้งใจของคนก็เห็นว่างานมีความสำคัญ บรรยากาศก็ชวนให้ทำงาน แรงจูงใจ ก็เกิดขึ้น แต่………..คนก็ยังไม่ทำงาน ?
ความสามารถ + แรงจูงใจ จึงจะเป็น “ความพร้อมที่จะทำงาน” ของคน และต้องใส่ทรัพยากรหรือปัจจัยในการทำงานลงไปพร้อมกับตั้งมาตรฐานและเป้าหมายเวลาที่งานจะต้องเสร็จ “พฤติกรรมขององค์กร” จึงจะเกิดขึ้น
คอนเซ็ป (Concept) นี้ มีขึ้นเพื่อสร้างประสิทธิภาพของบุคลากรในองค์กร คือ องค์กรจะเก่งเป็นองค์กรชั้นเยี่ยมได้ต้องมีบุคลากรชั้นดี ระดับทีมเสือ การสร้างทีมเสือต้องสร้างเป็นขั้นๆ ไล่มาจาก ความรู้ ความชำนาญ เจตนคติ บรรยากาศ ความพร้อมในการทำงาน และการอำนวยการ ตลอดจนอาจจะต้องมีการนิเทศ (การสอนงาน) และ Reinforcement อื่นๆด้วย
การนำไปใช้ ใช้เป็น Scope .ในการสรรหาบุคลากร โดยเฉพาะการสอบสัมภาษณ์ และการพัฒนาบุคลากรให้เหมาะแก่งาน โดยใช้ร่วมกับเทคนิคอื่นๆตามความเหมาะสม /.

Sunday, September 17, 2006

Law Direct Sale

ตัวอย่างนิยามต่างๆ ตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545

ขายตรง
หมายถึง การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการนำเสนอขายต่อผู้บริโภคโดยตรง ณ ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงานของผู้บริโภคหรือของผู้อื่น หรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ประกอบ
การค้าเป็นปกติธุระ โดยผ่านตัวแทนขายตรงหรือผู้จำหน่ายอิสระชั้นเดียวหรือหลายชั้น แต่ไม่
รวมถึงนิติกรรมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ผู้บริโภค
หมายถึง ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรง
หรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้จำหน่ายอิสระ
ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง เพื่อให้ซื้อสินค้า
หรือรับบริการ

ผู้จำหน่ายอิสระ
หมายถึง บุคคลที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบธุรกิจขายตรงและนำสินค้าหรือ
บริการดังกล่าวไปเสนอขายตรงต่อผู้บริโภค

ตัวแทนขายตรง
หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบธุรกิจขายตรงให้นำสินค้าหรือบริการไปเสนอขายตรง
ต่อผู้บริโภค

Download File

กฏหมายและพระราชบัญญัติขายตรง (ภาษาไทย)

กฏหมายและพระราชบัญญัติขายตรง (ภาษาอังกฤษ)

จรรยาบรรณธุรกิจขายตรงโลก

ข้อแตกต่างระหว่างระบบธุรกิจขายตรงกับระบบพีระมิดจอมปลอม

Why MLM

1. ทำไมผมแสดงความเห็นเรื่องนี้
    ตอบ : - หลายคน ไม่มีประสบการณ์ หรือไม่เคยได้รับคำแนะนำ .. แต่ผมมีประสบการณ์ ที่จะแบ่งปัน - หลายคน เห็นข้อความชวนทำงานที่บ้านก็อารมณ์เสีย ความไม่รู้อาจทำให้อารมณ์เสีย .. จึงอยากให้เข้าใจ - หลายคน กำลังว่างงาน และเชื่อในคำเชิญชวนทุกถ้อยคำ .. ก็ต้องอธิบายกันหน่อย - หลายคน ลาออกจากงานประจำที่มั่นคง เพราะเชื่อถ้อยคำเชิญชวน .. นี่เขาก็เตือนแล้วว่า part time - หลายคน อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม .. จึงอยากให้ข้อมูลในเบื้องต้น - หลายคน ต้องการโอกาส .. แล้วเขาก็ได้โอกาสจริง ๆ

2. MLM คืออะไร
    ตอบ : Multi-Level Marketing หรือ ธุรกิจเครือข่าย (Business network) หรือ Direct marketing พนักงานขายในธุรกิจแบบ MLM จะแบ่งเป็นชั้น เป็นลูกโซ่ ที่เกื้อกูลกัน ซึ่งชั้นหัวหน้าจะได้ % จากการขายของลูกน้อง
    เช่น นาย A เป็นหัวหน้าสาย (Up line) มีลูกน้อง (Down line) ชื่อ B เมื่อ B ขายของได้ ก็จะมี % แบ่งให้นาย A ด้วย
    หาก นาย B หาลูกน้องได้ เช่นนาย C มาเป็นลูกน้องใหม่ เมื่อนาย C ขายได้ ก็จะมี % ให้ทั้ง B และ A เป็นต้น MLM : Multi-Level Marketing
    These are the pyramid schemes your teachers warned you about in school. They promise you'll make money
    with almost no effort. Don't believe them, and don't advertise where they do.

3. มีคนรวยจากการทำงานที่บ้านจริงหรือ
    ตอบ : ขอให้ข้อมูลเป็นข้อ ๆ ดังนี้ 1. ผมตอบได้เลยครับว่า มีคนรวยจริง แต่มีพนักงานขาย 100 คน อาจรวยจริงเพียง 1 คน 2. คนรวยจาก MLM รวยได้ 2 วิธี ถ้าท่านจะรวยท่านต้องเลือก
    2.1 รวยจากการมียอดขายมาก
    2.2 รวยจากการเป็น Up Line ที่มี Down Line มาก วิธีนี้ทำง่าย .. และทำกันมากมาย 3. ผู้ประสบความสำเร็จ อาจมีรายได้หลายล้านต่อเดือน จากการทำงานของลูกน้อง (Down Line) 4. มีธุรกิจแบบ MLM อยู่ 492 บริษัท เมื่อ มีนาคม 48 ข้อมูลจาก thaimlm.com แต่ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ประสบความสำเร็จ

4. ต้องลงทุนไหม สักเท่าไร หรือจับเสือมือเปล่าได้เลย
    ตอบ : แต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน แต่การที่ท่านจะขายอะไร ท่านก็ควรมีความรู้ และเคยใช้สินค้า .. จึงเป็นเรื่องปกติที่ท่านต้องซื้อสินค้า เช่น สมุนไพรเพื่อสุขภาพชุดละ 5000 บาท ถ้าท่านไม่จ่าย 5000 บาท แล้วท่านจะบอกลูกค้าได้อย่างไร จึงเป็นเรื่องปกติที่ท่านต้องซื้อสินค้ามาใช้ก่อน และจึงจะนำผลที่ได้ไปบอกต่อ .. แค่โม้ ผมว่าขายของไม่ได้แน่ เช่น
    - พนักงานขายน้ำหนัก 90 กก. แล้วไปขายสมุนไพรลดความอ้วน ถ้าผมอ้วน ผมคงไม่ซื้อ
    - สาวขายเครื่องสำอาง เป็นคนตัวดำ สิวเพียบ แป้งก็ยังไม่ทา ท่านจะซื้อเครื่องสำอาง ที่จะทำให้ท่านสวยขึ้นไหม

5. ส่ง mail หรือ post เว็บบอร์ดมาก ๆ ผิดไหม
    ตอบ : 1. ยังไม่มีใครถูกจับ เป็นกรณีตัวอย่าง .. จึงตอบได้ยากว่าผิดหรือไม่ ในทางกฎหมาย 2. การ post ว่ามีเงินเดือน 5000 - 30000 บาท ผมเชื่อเข้าข่ายหลอกลวง
    แต่ยังไม่มีใครร้อง สคบ. เป็นเรื่องเป็นราว ว่านี่เป็นการหลอกลวง หรือไม่ก็ยังต้องการถนอมน้ำใจคนไทยด้วยกันอยู่
    แม้จะมีข้อความว่า รายได้ขึ้นกับความสามารถ แต่เลข 5000 - 30000 รัดตัวแน่นหนา .. ดิ้นไม่หลุดแน่
    บางครั้งต้องการแจ้ง สคบ. แต่ไม่มีข้อมูลผู้ Post ที่จะนำไปสู่การจับกุมในฐานะหลอกลวงได้ 3. มีพนักงานขายบางคน ระบุชื่อกับเบอร์โทรใน mail หรือ webboard .. ด้วยความไม่รู้
    คงไม่ทราบว่าไม่มีใครทำกัน .. เพราะข้อความนั้นรบกวน ผู้คน และความถูกต้องทางกฎหมาย
    คงเป็นมือใหม่ และยังไม่เคยได้รับโทรศัพท์ที่ไม่พึงประสงค์
    คงมั่นใจว่าผู้อ่าน หรือผู้รับข่าวสาร .. ไม่เป็นทุกข์ที่ได้รับสารนั้น (ส่ง e-mail วันละหมื่นฉบับ และส่งทุกวัน)

6. เว็บไซต์แนะนำการทำงานที่บ้านเป็นอย่างไร
    ตอบ : สิ่งที่ท่านมักจะพบจากเว็บไซต์เหล่านี้ 1. ดูดีทันสมัย มีแต่ภาพฝรั่ง แต่มี link ให้ click ไม่มาก และต้อง click ไปตามขั้นตอน 2. เมื่อจบขั้นตอนสุดท้าย มักจบด้วยการกรอกข้อมูล เช่น ชื่อ ที่อยู่ e-mail แล้วส่งไปให้ผู้แนะนำ หรือเจ้าของเว็บไซต์ 3. ไม่ข้อมูลเจ้าของเว็บไซต์ ที่อยู่ หรือสถานที่ติดต่อ .. เพราะเขาอยากให้ท่านไปพบเขา ในสถานฝึกอบรม จะได้ทราบรายละเอียดจากวิทยากร 4. ไม่มีรายละเอียดว่าธุรกิจที่ท่านสนใจคือธุรกิจอะไร .. ไม่มีชื่อบริษัท .. ไม่มีอะไรทั้งสิ้น 5. ชวนไปฟังบรรยายยังสถานฝึกอบรม 1 ชั่วโมง ถ้าสนใจฟังทั้งวันต่อ ต้องจ่ายค่าอาหารประมาณ 300 บาท .. ถ้าสนใจสมัคร ก็เสียอีก 1 พันกว่าบาท

7. เมื่อลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์แนะนำการทำงานที่บ้าน จะได้อะไร
    ตอบ : 1. เขาจะส่งเอกสารชวนท่านไปอบรม .. มักจะฟรีสำหรับ 1 ชั่วโมง ถ้าสนใจฟังทั้งวันต่อ ต้องจ่ายค่าอาหารประมาณ 300 บาท .. ถ้าสนใจสมัคร ก็เสียอีก 1 พันกว่าบาท 2. ในเอกสารที่เขาส่งไปให้ที่บ้าน ก็ยังไม่บอกว่าขายอะไร (เท่าที่ผมเคยเจอ)

8. มีโอกาสสำเร็จแค่ไหน
    ตอบ : ขึ้นอยู่กับตัวท่าน ความตั้งใจ ความรู้สึกต่อสินค้า ความมานะ และบริการ 1. บางคนขายเครื่องสำอางไม่รุ่ง แต่มาขายประกันได้เงินเดือนเป็นล้านก็มี 2. บางคนขายเก่งมาก 6 เดือนแรก เป็นดาวรุ่งเลย แต่จากนั้น ก็ยอดขายตก และเลิกขายไป 3. บางคนขายมาเป็น 10 อย่าง ทีละอย่าง ปัจจุบันไม่ขายอะไรแล้ว แบบนี้น่าจะเยอะ 4. บางคนขายพร้อมกันเป็น 10 อย่าง แต่เอาดีไม่ได้สักอย่าง ก็มี 5. บางคนเห็นทางรวย ลงทุนซื้อของมา Stock แบบนี้มีเยอะ แบบนี้ Up Line รวยแน่ 6. บางคนเสียค่าสมัคร และขายไม่ได้เลยก็มี 7. ทุกคนที่เริ่มทำรู้สึกหนทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ

9. เอาเงินมาล่อ ย่อมมีเหยื่อติดกับดัก คืออะไร
    ตอบ : เงินคือพระเจ้า ขนาดเข้าห้องน้ำยังต้องเสียเงิน 2 บาท .. ไม่มีเงินก็เข้าห้องน้ำแถวขนส่งหมอชิดไม่ได้ ผมทำ MLM มาแล้ว 3 บริษัทเป็นแบบ part time เพราะมีคนบอกว่ารวยนะ .. แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเลิกไปซะก่อน ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการใช้เงิน แต่มีคนอีกมายมายไม่มีเงินใช้ ผู้ไม่มีเงินใช้มากมาย ตะลึง และวิ่งเข้าหา เมื่อเห็นคำเชิญชวน เช่น
    งานเสริม 10000 - 30000 บาท
    ขนาดผมเห็น ยังอยากลาออกจากงานประจำเลย .. แต่ก่อนอื่นต้องตอบคำถามว่า .. จริงหรือ
    หลาย ๆ คนตอบว่าจริง และทำได้ .. ปัญหาคือ คำว่า หนึ่งในร้อย แล้วท่านจะเป็น หนึ่งในร้อยหรือไม่

10. สินค้ามีคุณภาพไหม
    ตอบ : คนขายทุกคนต้องตอบว่าสินค้าของตนดี มีคุณภาพ ถ้าสิ่งไหนดีมีคุณภาพ ทำไมกระทรวงสาธารณสุข ไม่สนับสนุน ขนาดชาเขียว ยังเป็นเรื่องโกหกเลย .. ก็ยังมีคนเชื่อจ่ายเงินซื้อน้ำหวานขวดละ 20 ดื่มทุกวัน ก็มี นี่ขนาด กระทรวงสาธารณสุขออกมาบอกแล้วว่า .. อะไรเป็นอะไร ถ้าราคาขาย 10000 บาท
    - 1000 บาท เป็น กำไรเข้าบริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ
    - 1000 บาท เป็น ต้นทุนการผลิต
    - 3000 บาท เป็น ระบบบริหารจัดการ
    - 5000 บาท เป็น ค่านายหน้า จ่ายให้พนักงานขาย

11. ฝรั่งรวย ใครสน
    ตอบ : ข้อมูลที่ทราบจากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง
    ผมเชื่อว่า พนักงานขายทุกคนในโลก ไม่ค่อยสนใจหรอกครับว่า สินค้านั้นจะทำให้ประเทศไหนรวย หรือจน
    สิ่งที่พนักงานขายตรงส่วนใหญ่สนใจ ก็คือ ถ้าขายได้แล้วเขามีเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวของเขาเป็นพอ
    สินค้าขายตรงกว่า 80 % เป็นของต่างชาติ ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ มหาศาล
    รัฐบาลก็เข้าใจว่า เงินไหลออกนอกประเทศ จึงสนับสนุนสินค้า OTOP และปลูกจิตสำนึกเยาวชนให้ใช้ของไทย

12. เปรียบเทียบธุรกิจแบบดั้งเดิม และธุรกิจ MLM
    ธุรกิจดั้งเดิม    ต้องอาศัยหน้าร้านในการเสนอขายสินค้า และมีการลงทุนมากไม่ว่าจะค่าเช้า ค่าสินค้า ค่าแรงงาน
    ธุรกิจ MLM ใช้เงินทุนน้อย ได้รับการสนับสนุนในการอบรม ซึ่งจะใช้การตลาดแบบ เผยแพร่พร้อมขาย โดยใช้ปากเป็นสื่อมีระบบการแบ่งรายได้แบบสหกรณ์

    ธุรกิจดั้งเดิม หาเป็นระบบขายตรง ต้องเดินไปเคาะประตูบ้าน ซึ่งต้องได้รับการปฎิเสธแน่นอน เพราะว่าเราเองก็คงไม่ไว้วางใจคนแปลกหน้าเช่นกัน
    ธุรกิจ MLM เป็นธุรกิจที่เริ่มสร้างเคลือข่ายจากคนรู้จัก ญาติ เพื่อน หรือเพื่อนแนะนำ ซึ่งลูกค้าจะให้การต้อนรับ

    ธุรกิจดั้งเดิม เจ้าของธุกิจสามารถดูแลได้ทั่วถึง ให้บริการดีสม่ำเสมอ แต่หากเป็นลูกจ้างจะควบคุมยากกว่า เป็นรูปแบบลูกค้าเสนอตัวเข้ามารับบริการ
    ธุรกิจ MLM เป็นการเสนอกับลูกค้าแบบแสดงคุณภาพ ซึ่ง ผู้เสนอให้ลูกค้าจะสุภาพ เรียบร้อย นอบน้อม เพราะเจ้าของทำเอง

    ธุรกิจดั้งเดิม เริ่มต้นด้วยเงินทุน (ค่าเช่า ค่าแรง เงินทุนหมุนเวียน )
    ธุรกิจ MLM ไม่ต้องกักตุนสินค้า ลงทุนน้อย ผลตอแทนสูง ความเสี่ยงแทบไม่มี และมีโอกาสได้ประชุมอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีวิทยากรมาให้ความรู้

    ธุรกิจดั้งเดิม เจ้าของต้องเก็บความลับทางธุรกิจ เพื่อป้องกันการแข่งขันหากลูกจ้างออกไปเปิดธุรกิจเอง
    ธุรกิจ MLM เป็นระบบเก้อหนุนกัน ซึ่งอัพไลน์ต้องช่วยให้ดาวน์ไลน์ประสบความสำเร็จ นำความรู้ทุกด้านประสบการณ์ทุกอย่างถ่ายทอดให้กับดาวน์ไลน์

    ธุรกิจดั้งเดิม มีพื้นที่การตลาดจำกัดเนื่องจากอุปสรรค์ด้านทำเลที่สามารถให้บริการเฉพาะพื้นที่เท่านั้น
    ธุรกิจ MLM พื้นที่การตลาดกว้างใหญ่มาก ไม่จำกัดทางด้านทำเล

    ธุรกิจดั้งเดิม ไม่มีความเป็นอิศระเพราะต้องดูแลธุรกิจตลอดเวลาไม่มีเวลาให้ครอบครัว
    ธุรกิจ MLM มีอิสระในการทำงาน ทำเล่น ๆ ไม่จริงจังได้มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น

99. สรุปแล้วควรเป็นพนักงานขายตรงแบบ MLM ไหม
    ตอบ : ถ้าอยากรวยต้องศึกษา .. ให้รู้ว่า MLM คืออะไร และศึกษาหลาย ๆ บริษัท การประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับตัวท่าน ขึ้นอยู่กับความเชื่อในสินค้า และตัวท่านเอง รอบตัวท่าน ต้องมีอย่างน้อย 1 คนเป็นพนักงานอยู่ หรือเคยเป็นพนักงานขายตรงแน่ ลองถามข้อมูลจากเขา และเขาอาจยินดีรับท่านเป็น Down Line ก็ได้ เพราะผมก็เป็นพนังงานขายตรงอีกคนหนึ่ง ที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย และถ้าถามผมอีกว่า สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เป็นพนักงานขายตรงหรือไม่ ผมคงต้องตอบว่าไม่ เพราะคิดว่าคนรุ่นใหม่ชอบเป็นข้าราชการ หรือ พนักงานบริษัทมากกว่า เหตุที่ผมไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นพนักงานขายตรง 1. เชื่อว่าคนไทยจน ไม่มีเงินซื้อของเป็นหมื่น ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนแค่หลักพัน 2. เชื่อว่าไม่มีใครซื้อเครื่องสำอางราคาแพงได้ .. เพราะไม่เชื่อในคุณภาพสินค้า เมื่อเทียบกับราคา 3. ไม่ชอบทำให้คนอื่นผิดหวัง ถ้าชวนเขามาเป็น Down Line และไม่ชอบเห็นตนเองผิดหวังซ้ำซาก

Sunday, September 03, 2006

นูสกิน ไม่เน้นสินค้าใหม่ อัดเทรนนิ่งดันขายพันล.


ขายตรง นู สกิน ปลื้มธุรกิจโตต่อเนื่องสวน ศก. เผยแผนรุกตลาดครึ่งปีหลัง ปรับยุทธ์ศาสตร์ใหม่ ไม่เน้นการออกสินค้าใหม่แบบพร่ำเพรื่อ ลุยตัวเด่นๆ เป็นหลัก มั่นใจสินค้าที่มีอยู่เจ๋งช่วยดันยอดขายให้เพิ่มได้อีกเท่าตัว พร้อมจัดกิจกรรมหนุนผู้แทนจำหน่าย คาดสิ้นปียอดทะลุพันล้าน แย้มไต๋แผนปีหน้ารุกตลาดตั้งแต่ต้นปียันท้ายปี ฉลองครบรอบ 10 ปี

นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ที่ผ่านมาโดยภาพรวมของบริษัทก็ยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และถือว่าโตกว่าปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่ปีนี้เป็นปีที่มีปัจจัยลบเข้ามากระทบอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรก บริษัทเติบโตประมาณ 5% และไตรมาส 2 ที่ผ่านมาโต 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา และเป็นการเติบโตอย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเติบโตที่เกิดขึ้น อาจจะไม่หวือหวานักเมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีอัตราการเติบโตปีละ 60-70% เนื่องจากตอนนั้นบริษัทยังมีฐานที่ไม่ใหญ่นักโดยมีตัวเลขไม่กี่ร้อยล้านบาท แต่ตอนนี้ตัวเลขใกล้ๆ 1,000 ล้านบาทแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลการจัดงานเอ็กซ์โป และการเตรียมตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเรามองว่า ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้จะไม่ดีนัก บริษัทจึงเน้นการสนับสนุนการทำธุรกิจของผู้แทนจำหน่ายให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ด้วยการทำกิจกรรมเข้ามาเสริมมากขึ้น หรืออย่างกรณีของสินค้าที่นำเข้ามาทำตลาดก็จะเป็นสินค้าที่มียอดขายสูงในต่างประเทศ

"เราต้องให้อาวุธและให้ความพร้อมกับผู้แทนจำหน่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และการจัดงานเอ็กซ์โปก็จะทยอยจัดในจังหวัดไปจนถึงสิ้นปี เพื่อขยายฐานลูกค้าและกลุ่มผู้ใช้สินค้าอย่างต่อเนื่อง"

นางภคพรรณยังกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ จะพบว่านู สกิน ประเทศไทย มีอัตราการเติบโตมากที่สุด ขณะที่ประเทศอื่นๆ มีตัวเลขในลักษณะที่ทรงๆ ตัว หรือมีการเติบโตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน

สำหรับแนวทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง นางภคพรรณกล่าวว่า นู สกินจะเน้นทั้งการรีครูตและคอนซัมชั่น โดยที่บริษัทเน้นทั้ง 2 เรื่องนี้ควบคู่กัน คือทั้งการรีครูตและการกระตุ้นให้เกิดการใช้สินค้า พร้อมกันนี้ก็จะมีกิจกรรมต่างๆ ออกมา สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับสินค้าใหม่คือ ครีมลดริ้วรอย ทรูเฟซ อินสแตนท์ ไลน์ คอร์เลค เตอร์ ที่จะลอนช์ออกมาในช่วงครึ่งปีหลังนี้

"ครึ่งปีหลังนี้เราจะมีตัวนี้ตัวเดียว ตอนนี้เรามีผลิตภัณฑ์ต่างๆ อยู่ราว 300 กว่าตัว ซึ่งคิดว่าเพียงพอแล้ว และมั่นใจว่าสินค้าที่มีอยู่มีศักยภาพมากพอที่จะทำให้ยอดขายเติบโตได้อีก 1 เท่า โดยไม่ต้องมีสินค้าใหม่ๆ เข้ามาเพิ่ม แต่จะเน้นไปที่เรื่องของการทำให้ผู้แทนจำหน่ายมีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ และมีความรู้ความเข้าใจในสินค้าเพื่อจะได้นำไปนำเสนอได้อย่างถูกต้อง ขณะเดียวกัน เราก็จะให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีอยู่เดิมมากขึ้นเช่นกัน โดยอาจจะเป็นการรีลอนช์ให้มีสูตรใหม่ รวมถึงหรือการให้ความสำคัญในแง่ของการทำกิจกรรมเข้ามาเสริม"

ผู้จัดการทั่วไป บริษัทนูสกินฯ กล่าวว่า หากสังเกตจะเห็นได้ว่า ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา นู สกิน มีอาหารเสริมเข้ามาเพียงตัวเดียวในกลุ่มอาหารเสริมควบคุมน้ำหนัก คือ TRA และครึ่งปีหลังก็จะมีครีมลดริ้วรอย ทรูเฟซ สิ่งสำคัญคือ บริษัทจะต้องให้น้ำหนักกับผู้แทนจำหน่าย เพื่อให้เขามีความพร้อม ให้เขาได้เอ็ดดูเคตสินค้าว่าเป็นอย่างไร ด้วยการเน้นในเรื่องของการเทรนนิ่งเพื่อให้เขามีความรู้ความเข้าใจ มีความพร้อม

"จากการเติบโตมาอย่างต่อเนื่องดังกล่าว ประกอบกับแนวทางที่เราจะรุกตลาดมากขึ้น ถึงตอนนี้ค่อนข้างมั่นใจว่ายอดขายในปีนี้จะถึง 1,000 ล้านบาท ตามที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี สำหรับปีหน้าบริษัทจะมีอายุครบรอบ 10 ปีที่เปิดในประเทศไทย บริษัทก็มีแผนจะรุกตลาดตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนถึงปลายปี" นางภคพรรณกล่าว

Sunday, August 20, 2006

เอ็มแอลเอ็มดีอย่างไร


การทำธุรกิจขายตรงนั้น ไม่แตกต่างกับคนสมัยโบราณที่มีการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน เช่นการนำอาหารไปแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เพราะแต่ละครอบครัวไม่สามารถผลิตของกิน หรือของใช้ได้ทุกอย่าง จึงต้องนำมาแลกเปลี่ยนกันแทนการชำระด้วยเงิน เช่นเดียวกันกับการขายตรงในยุคปัจจุบัน หรืออนาคต ท่านลองคิดดูก็แล้วกันครับ ตัวอย่างเช่น ผมเคยไปชวนเพื่อนผมให้ใช้สินค้าที่ผมทำธุรกิจอยู่ เพื่อนผมก็ช่วยอุดหนุนผม และเพื่อนก็แนะนำสินค้าของเขาที่เขาทำธุรกิจอยู่แต่คนละประเภทให้ผมฟัง แล้วผมก็สนใจในสินค้านั้นก็เลยอุดหนุนเขาเช่นเดียวกัน และก็ได้แลกเปลี่ยนสินค้ากัน แล้วก็จ่ายเงินเฉพาะส่วนที่เกิน เพราะของผมแพงกว่า ท่านเชื่อหรือไม่ว่าในอนาคตการทำธุรกิจขายตรง ก็ต้องลงเอยในลักษณะเช่นที่ผมได้ยกตัวอย่างไป ต่อไปท่านอาจจะไม่ต้องเดินทางไปซื้อสินค้าบางอย่างในที่อื่นๆ แต่จะหาซื้อได้จากเพื่อนบ้านของท่านเอง
ความสำเร็จของธุรกิจขายตรง เลียนแบบ-มองปัญหาเป็นขนม
กรุงเทพ-แม่ทีมเดอะไรท์ พาวเวอร์ เผยเคล็ดลับความสำเร็จธุรกิจขายจากเด็กยากจน เป็นหนี้จากการทำธุรกิจ แนะมองปัญหาเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ เลียนแบบผู้นำทั้งการรีครูช การสอนสมาชิกภายใต้ สำคัญต้องเข้าใจระบบการทำงาน รวมทั้งสินค้าเป็นอย่างดี ก่อนออกไปรีครูชคนอื่น
คุณสุพจน์ เปิดเผย " สยามธุรกิจ " ว่า ก่อนที่มาทำธุรกิจขายตรง ฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจนพ่อแม่ทำนา รับจ้างเก็บผัก จับนกจับหนูขาย หรือ ต้องไปเป็นจับกังเก็บของเก่าขาย จนเมื่อผมเรียนจบมารับราชการประจำอยู่ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ และ เมื่อพ้นราชการก็ออกมาเป็นพนักงานขับรถประจำตำแหน่งผู้จัดการสาขาของธนาคารกรุงเทพ จำกัด
จนผมได้เห็นลูกค้าของธนาคารบ้างคนจบป4.แต่มีเงินมาฝากครั้งละเป็นแสนจึงเกิดความสงสัยแล้วตัดสินใจหันมาลงทุนทำธุรกิจด้วยการเซ้งร้านตัดผม รวมทั้งลงทุนซื้อรถบรรทุก 6 ล้อเก่า ๆ มาวิ่งรับจ้างทั่วไป สุดท้ายเจ๊ง ล้มเหลว แถมเป็นหนี้ธนาคารที่ไปกู้ยืมเงินมาลงทุนด้วย
สุดท้ายผมมาเจอธุรกิจขายตรงของบริษัทต่างชาติรายหนึ่งชื่อออกไปทางจีน หรือ เกาหลี ซึ่งเปรียบเทียบจุดเริ่มต้นในการเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรง ผมเริ่มมองเห็นว่าธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่ดี เป็นอาชีพที่มีความมั่นคง ในช่วงแรกผมมีประสบการณ์น้อยทำให้การชวนคนเข้ามาร่วมทำธุรกิจยังมีไม่มากเพราะผมฝันอยากมีบ้าน มีรถยนตร์ เหมือนคนอื่น สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นการทำงานของผมเป็นอย่างดี
ผมอยู่แวดวงธุรกิจขายตรงมา 5 ปี ทำให้ผมมีประสบการณ์ เกิดความชำนาญในสรรหาบุคคลที่จะมาร่วมธุรกิจกับผมมากขึ้น จนเมื่อผมมาเจอบริษัทเดอะไรท์ พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งดูจากแผนการตลาดสามารถจ่ายได้จริง ทำให้ผมลองตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจกับบริษัทนี้ดู บวกกับความประทับใจที่มีต่อคุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานบริษัทซึ่งถือเป็นผู้บริหารในดวงใจผม
สำหรับเคล็ดลับที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จจนสามารถปลดหนี้และมีบ้าน มีรถยนตร์เหมือนคนอื่นคือ การเฝ้าสังเกตคนที่ประสบความสำเร็จว่าทำอย่างไร จากนั้นก็เลียนแบบทำตาม และ ต้องศึกษางานจนเข้าใจแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างดีก่อนลงมือปฏิบัติ ไม่วิ่งหนีปัญหาพยายามต่อสู้ มองปัญหาเป็นบันไดแต่ละขั้นในการก้าวสู่ความสำเร็จ ที่สำคัญปัญหาเป็นเหมือนการติดอาวุธให้ตนเองเกิดความเข้มแข็งมากขึ้น รวมทั้งเมื่อโตเป็นผู้นำต้องรู้จักการสร้างคนภายใต้การดูแลให้มีความคิดเหมือนกับเรา มีความเข้าใจดีในเรื่องของการทำธุรกิจ