Sunday, October 22, 2006

งาน แต่ละประเภท

สำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการมีรายได้ สำหรับลูกจ้างและคนทำธุรกิจส่วนตัว ที่ต้องการก้าวไปเป็นเจ้าของกิจการหรือนักลงทุน และสำหรับทุกคนที่ต้องการมากกว่า "ความมั่นคงของงาน" นั่นคือ "ความมั่นคงทางการเงิน" นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ปูลาดด้วยกลีบกุหลาบ แต่มั่นใจได้ว่าจุดหมายปลายทางนั้น คุ้มค่าแก่ความพยายามยิ่งนัก เพราะสุดทางเส้นนี้คือ "อิสรภาพทางการเงิน"

เราทุกคนมีรายได้มาจากงาน 4 ประเภทคือ ลูกจ้าง คนทำธุรกิจส่วนตัว เจ้าของกิจการ และนักลงทุน เราทุกคนยืนอยู่บนด้านใดด้านหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่ารายได้ของคุณมาจากทางใด หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน คุณคือลูกจ้างและอยู่ด้านซ้าย อีกกลุ่มที่อยู่ด้านเดียวกันกับลูกจ้างคือพวกประกอบธุรกิจส่วนตัว ส่วนด้านขวาคือผู้ที่มีรายได้จากกิจการที่ตนเองเป็นเจ้าของและนักลงทุน

มีนิทานเรื่องหนึ่งที่สอนให้เข้าใจความแตกต่างระหว่างคน 4 กลุ่มนี้ได้อย่างชัดเจน เรื่องราวของนิทานเป็นดังนี้คือ

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่ แต่น่าเสียดายที่มีปัญหาอยู่ว่า หมู่บ้านจะขาดน้ำถ้าหากฝนไม่ตก เพื่อแก้ปัญหานี้ กรรมการหมู่บ้านจึงประกาศหาคนรับจ้างขนส่งน้ำมาให้คนในหมู่บ้านใช้ ชายหนุ่มสองคนเสนอตัวรับทำงานนี้ กรรมการหมู่บ้านตกลงทำสัญญากับชายทั้งสอง โดยหวังว่าเขาทั้งสองคนจะได้แข่งขันกันทำงาน และรักษาราคาให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ทันทีที่ได้รับการว่าจ้าง เอ็ด...ชายคนแรกรีบวิ่งไปซื้อกระป๋องตักน้ำมา 2 ใบ แล้วเริ่มตักน้ำจากลำธารมาใส่ถังคอนกรีตให้คนในหมู่บ้านไว้ใช้ในทันที ทุก ๆ เช้าเขาจะรีบตื่นก่อนคนอื่น ๆ เพื่อดูแลให้มีน้ำในถังเพียงพอสำหรับทุกคน แม้งานจะหนักแต่เอ็ดก็มีความสุข เพราะมีเพียงเขาและชายอีกคนหนึ่งเท่านั้นที่ได้งานนี้

ชายคนที่สอง บิล...หายตัวไปเป็นเดือน ซึ่งทำให้เอ็ดดีใจมากเพราะไม่ต้องแบ่งงานให้ใคร และได้รับรายได้เต็ม ๆ เพียงลำพัง

แทนที่จะรีบวิ่งไปซื้อถังน้ำ บิลเตรียมเขียนแผนธุรกิจ จัดตั้งบริษัท หาผู้ร่วมทุน จ้างผู้จัดการ และกลับมาพร้อมทีมงานก่อสร้างในหกเดือนต่อมา เขาใช้เวลาหนึ่งปีในการสร้างท่อน้ำสแตนเลสขนาดใหญ่ เชื่อมต่อระหว่างลำธารเข้ามาในหมู่บ้าน ในงานวันเปิดท่อขนส่งน้ำ บิลประกาศว่าน้ำของเขาสะอาดกว่าน้ำของเอ็ด เพราะบิลรู้ว่ามีคนบ่นเรื่องคุณภาพน้ำที่เอ็ดขนมาเสมอ ๆ นอกจากนี้บิลยังแจ้งว่า เขาสามารถทำให้ทุกคนมีน้ำใช้ตลอด 24 ชั่วโมงและตลอด 7 วันต่อสัปดาห์อีกด้วย ขณะที่เอ็ดส่งน้ำให้หมู่บ้านได้เฉพาะวันทำการ เพราะเขาหยุดทำงานวันเสาร์และอาทิตย์ สุดท้าย บิลประกาศว่าเขาจะเก็บค่าน้ำถูกกว่าเอ็ดร้อยละ 75 โดยที่ทุกคนจะได้น้ำคุณภาพดีกว่า สิ้นเสียงของบิล ทุกคนปรี่กันเข้าไปที่ก๊อกน้ำจากท่อที่บิลสร้าง

เอ็ดไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เขาพยายามที่จะแข่งขันกับบิลด้วยการลดราคาลงร้อยละ 75 เหมือนกัน ซื้อถังน้ำเพิ่มอีกสองถังพร้อมฝาปิด และใช้วิธีลากทีละสี่ถังในแต่ละเที่ยว ทั้งยังจ้างลูกชายสองคนมาช่วยขนน้ำรอบกลางคืนและช่วงวันหยุดอีกด้วย เมื่อเด็กทั้งสองโตขึ้นและถึงเวลาจากบ้านเพื่อไปเรียนต่อ เอ็ดบอกลูกทั้งสองว่า "จงรีบกลับมา เพราะวันหนึ่งธุรกิจนี้จะตกเป็นของเจ้า" แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใด จนแล้วจนรอด ลูกชายทั้งสองของเอ็ดก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลย

ขณะเดียวกัน บิลมีความคิดว่าถ้าหมู่บ้านนี้ต้องการน้ำ หมู่บ้านอื่นก็คงขาดน้ำและต้องการระบบน้ำของเขาเหมือนกัน บิลจึงปรับปรุงแผนธุรกิจเพื่อนำน้ำที่มากด้วยคุณภาพ ปริมาณ สะอาด แต่ราคาย่อมเยาไปเสนอให้แก่หมู่บ้านอื่น เขาคิดเงินแค่ถังละเพนนีเดียว แต่บิลสามารถส่งน้ำเป็นพัน ๆ ล้านถังต่อวัน น้ำไหลจากลำธารสู่แต่ละครัวเรือนทุกวี่ทุกวันโดยที่บิลไม่ต้องไปทำงานเลย ตลอดเวลาที่น้ำไหลเข้าบ้านของคนในหมู่บ้าน เงินก็ไหลเข้าบัญชีของเขาอย่างสม่ำเสมอ

บิลใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหลังจากสร้างระบบเสร็จ ขณะที่เอ็ดต้องทำงานหนักไปตลอดชีวิต พร้อมกับปัญหาการเงินที่อยู่คู่กับเขาจนวาระสุดท้าย เรื่องก็จบลงเพียงแค่นี้

หากคุณกำลังดิ้นรนเพราะขัดสนเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ หากคุณต้องการควบคุมสถานะทางการเงินของตัวเอง ต้องการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปสู่การมีอิสรภาพทางการเงิน โปรดนึกถึงเรื่องของเอ็ดและบิลอยู่เสมอ นิทานเรื่องนี้จะช่วยในการตัดสินใจของคุณเสียใหม่ ดังนั้น จงหมั่นเตือนสติและถามตัวเองอยู่เสมอว่า

"เรากำลังลากถังน้ำหรือสร้างท่อน้ำ"
"เรากำลังทำงานอย่างหนักหรืออย่างฉลาด"

หวังว่าคุณคงได้คำตอบจากนิทานเรื่องนี้แล้ว จำไว้ว่าคำตอบนี้สามารถช่วยให้คุณเปลี่ยนแปลง และนำชีวิตของคุณไปสู่การมีอิสรภาพทางการเงินได้จริง ๆ ขอเพียงแต่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและแนวคิดของตนเอง

เนื้อหาจากนิทานเรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่กำลังเบื่อกับการ "ลากถัง" และพร้อมที่จะ "สร้างท่อ" เพื่อส่งเงินเข้ากระเป๋า ไม่ใช่ออกจากกระเป๋า

Sunday, October 08, 2006

Team Tiger

ในทุกองค์การพอเห็นคนมีความรู้ก็มักจะพอใจซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่การที่คนจะทำงานได้ดียังมีองค์ประกอบอื่นๆอีกหลายอย่าง เพียงคำว่า บุคลากรต้องมี ความสมารถ คำเดียว ก็หมายถึง บุคลากรนั้นต้องมี ความรู้ + ทักษะ (ความชำนาญ) อีกด้วย ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า “ทำอย่างไรจึงจะรู้ได้ว่าบุคคลนั้นมีทักษะหรือความชำนาญในงานนั้นๆหรือไม่” ? ถ้ามีการสอบภาคปฏิบัติด้วยก็จะรู้ได้ทันที แต่ถ้าสอบสัมภาษณ์อย่างเดียวก็ยากหน่อย “คงได้แต่เพียงถามให้แสดงวิธีการปฏิบัติงานให้ดู” คือถ้ารู้วิธีการใช้เครื่องมือ รู้วิธีการรักษาความปลอดภัย รู้วิธีการประหยัดเวลาและทรัพยากร รู้วิธีการทำงาน ก็คงพอจะอนุโลมได้ว่า “น่าจะมีทักษะในเรื่องนั้นๆ” เพราะคนมักจะทำงานตามความคิด หรือภูมิปัญญา ของตน แต่ถึงกระนั้น ลำพัง “ความสามารถ”นี้ คนยังไม่ทำงานดอกนะ พฤติกรรมการทำงานของคนต้องอาศัย “แรงจูงใจ” ด้วย แรงจูงใจ ได้มาจาก เจตนคติ + บรรยากาศ คือ คนๆนั้นต้องมีเจตนคติที่ดีในการทำงาน เห็นงานเป็นสิ่งดีและท้าทายให้อยากทำ ส่วนบรรยากาศ (Situation) คือสภาพขององค์กร สัมพันธภาพของบุคลากรในองค์กร ความน่าอยู่น่าทำงาน เครื่องมือต่างๆ พูดง่ายๆ หมายถึง ระบบต่างๆ สิ่งแวดล้อมด้านกายภาพ ด้านพฤติกรรมขององค์กร ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ มันสะอาด เป็นระบบระเบียบ สะดวก ปลอดภัย และชวนให้มีใจที่จะทำงาน ฯลฯ ถ้าความตั้งใจของคนก็เห็นว่างานมีความสำคัญ บรรยากาศก็ชวนให้ทำงาน แรงจูงใจ ก็เกิดขึ้น แต่………..คนก็ยังไม่ทำงาน ?
ความสามารถ + แรงจูงใจ จึงจะเป็น “ความพร้อมที่จะทำงาน” ของคน และต้องใส่ทรัพยากรหรือปัจจัยในการทำงานลงไปพร้อมกับตั้งมาตรฐานและเป้าหมายเวลาที่งานจะต้องเสร็จ “พฤติกรรมขององค์กร” จึงจะเกิดขึ้น
คอนเซ็ป (Concept) นี้ มีขึ้นเพื่อสร้างประสิทธิภาพของบุคลากรในองค์กร คือ องค์กรจะเก่งเป็นองค์กรชั้นเยี่ยมได้ต้องมีบุคลากรชั้นดี ระดับทีมเสือ การสร้างทีมเสือต้องสร้างเป็นขั้นๆ ไล่มาจาก ความรู้ ความชำนาญ เจตนคติ บรรยากาศ ความพร้อมในการทำงาน และการอำนวยการ ตลอดจนอาจจะต้องมีการนิเทศ (การสอนงาน) และ Reinforcement อื่นๆด้วย
การนำไปใช้ ใช้เป็น Scope .ในการสรรหาบุคลากร โดยเฉพาะการสอบสัมภาษณ์ และการพัฒนาบุคลากรให้เหมาะแก่งาน โดยใช้ร่วมกับเทคนิคอื่นๆตามความเหมาะสม /.